ไม่ต้องเหนียมอาย ไม่ต้องสร้างภาพพระเอกกันแล้วครับ
วินาทีนี้ สหรัฐฯ ประกาศชัดด้วยการกระทำ “กูจะเอา ใครจะทำไม?”
การบุกรวบตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงเตียงนอน ไม่ใช่แค่เรื่องการปราบเผด็จการ แต่มันคือการ “Hostile Takeover” (การเข้าซื้อกิจการแบบปรปักษ์) ระดับชาติ! เป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่คือบ่อ “น้ำมัน” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใต้เท้าเขา
ตอนนี้ เวเนซุเอลา: รัฐล้มเหลว (Failed State) แบบกู่ไม่กลับ
สภาพเวเนฯ ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับ “ซอมบี้” ทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อพุ่ง คนอดอยาก ระบบพังพินาศ การที่สหรัฐฯ เข้าไป “รัน” เวเนฯ ครั้งนี้ ในมุมธุรกิจ… คือการเข้าไปยึดทรัพย์สินราคาถูก (Distressed Asset) ในจังหวะที่เจ้าของเดิมไม่มีปัญญาบริหาร แล้วเอามาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อคุม Supply Chain พลังงานโลกเบ็ดเสร็จ
และถ้าถามว่า สหรัฐเข้ามาเเล้ว เวเน จะดีขึ้นไหม ถ้าตอบตามอดีต เช่น อิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน บอกเลยเละทุกราย เเย่กว่าเดิมหมด
เคสที่ดีที่สุด : สหรัฐฯ หรือพันธมิตร ตัดสินใจทุ่มสรรพกำลังเข้าแทรกแซงเต็มรูปแบบ ใช้เวลา 20 ปีในการสร้างชาติใหม่ (Nation Building) แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อยมากเนื่องจากต้นทุนสูงเกินไป
(อเมริกาไม่ทำเเน่เพราะ ซ้ำรอยอดีตที่ล้มเหลว)
อีกอย่าง สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างเมืองหลวงและชายฝั่ง ซึ่งต้องเดินทางผ่านอุโมงค์ยาว เอื้อต่อการทำสงครามกองโจร
ทำให้การยึดครองยากลำบากกว่าสงครามในอิรักหรืออัฟกานิสถานอย่างมา
และเคสที่เลวร้ายที่สุด : รัฐล้มเหลวโดยสมบูรณ์
เมื่อไม่มีผู้นำและไม่มีผู้คุมกฎ ประเทศจะแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า
เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มทหาร แก๊งค้ายา และประชาชน
ระบบสาธารณูปโภคหยุดทำงาน ไฟฟ้าดับ น้ำประปาไม่ไหล อาหารขาดแคลน
เวเนซุเอลาจะกลายเป็น “ดินแดนไร้รัฐ” ที่ประชากรต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
. โลกแตกเป็น 2 เสี่ยง เหตุการณ์นี้ฉีกหน้ากาก “ความปรองดอง” ทิ้งทันที ฝั่งหนึ่ง: (สหรัฐฯ & ยุโรปบางส่วน) บอกนี่คือความถูกต้อง อีกฝั่ง: (รัสเซีย, จีน, Global South) มองว่านี่คือการปล้นกลางแดด ความเห็นไม่ตรงกันไม่เท่าไหร่… แต่น่ากลัวตรงที่ “ความไว้ใจ” มันกลายเป็นศูนย์
รัสเซีย: ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง โดยระบุว่าข้ออ้างของสหรัฐฯ นั้น “ฟังไม่ขึ้น” และชี้ว่านี่คือชัยชนะของความเกลียดชังทางอุดมการณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล มอสโกเรียกสิ่งนี้ว่า “การรุกรานด้วยอาวุธ” (Act of armed aggression) พร้อมตั้งคำถามว่า “อันธพาลประเภทไหนที่โจมตีเพื่อนบ้านที่เล็กกว่า?”
จีน: ประณามว่านี่คือ “การโจมตีแบบเจ้าโลก” (Hegemonic attack) ที่ละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง (โดยทูตพิเศษของจีนเป็นแขกต่างประเทศคนสุดท้ายที่ได้พบมาดูโรเพียง 1 วันก่อนเกิดเหตุ)
อิหร่าน: เรียกว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง
การทูตตายแล้ว… Welcome to the Jungle ลืมตำราเรียนรัฐศาสตร์ไปได้เลยครับ UN, กฎบัตรสหประชาชาติ, มารยาททางการทูต… ไร้ความหมาย ตอนนี้เรากำลังกลับสู่ยุค “Might Makes Right” หรือ “อำนาจคือความธรรม” แบบเต็มรูปแบบ
ใครมีปืนใหญ่กว่า คนนั้นเขียนกฎ ใครคุมทรัพยากรได้ คนนั้นชนะ คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องคุย… ซัดกันเลย
. สรุปสั้นๆ ในมุมนักลงทุน: โลกยุคนี้ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ไม่ใช่แค่ตัวแปร แต่มันคือ “ปัจจัยหลัก” สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Hard Assets) อย่าง ทองคำ, อสังหาฯ, สินค้าโภคภัณฑ์ จะกลายเป็นหลุมหลบภัยเดียวที่เชื่อถือได้ เพราะในวันที่กฎหมายโลกพังทลาย… กระดาษสัญญาอาจไม่มีค่าเท่าสิ่งของในมือ
“อย่ามองโลกแบบที่อยากให้เป็น แต่จงมองโลกแบบที่มันเป็นจริงๆ”